เปรียบเทียบการยกหน้าด้วยวิธีต่างๆอย่างละเอียด

หน้าหย่อนคล้อย ใช้อะไรดีที่สุด

  1. โบท็อกซ์ลิฟหน้า

ช่วยยกกระชับกรอบหน้าได้บ้าง เจ็บนิดหน่อยไม่มาก ราคาประมาณ10,000-20,000ขึ้นอยู่กับปริมาร และยี่ห้อที่เลือกใช้ ข้อจำกัดที่หมอไม่ชอบสำหรับการรักษาหน้าหย่อนคล้อยด้วยโบท็อกซ์ลิฟติ้งก็คือ มันอยู่ไม่นานเลยค่ะ 1-3เดือนหายแล้ว

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ botox

สามารถอ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Botox ได้เลยค่ะ

 

  1. ฟิลเลอร์

คุณหมอบราซิลชื่อ ดร.เดอไมโอ้ ได้คิดค้นการดึงหน้าด้วยฟิลเลอร์ เรียกว่าเทคนิค8 point lifting โดยปรับปรุงเทคนิคเลียนแบบมาจากการผ่าตัดดึงหน้า ผลลัพท์ออกมาดีมากค่ะ ทำครั้งเดียวอยู่ได้เป็นปีๆ ไม่เจ็บเท่าไหร่ ไม่ต้องพักฟื้น เห็นผลทันทีหลังทำเสร็จหน้ายกเลยค่ะ เทียบกับอีกข้างที่ยังไม่ได้ฉีดก็จะเห็นได้ชัดเจนว่ายกขึ้น ข้อจำกัดคือใช้ฟิลเลอร์ค่อนข้างเยอะ ราคาจึงค่อนข้างแพงค่ะ ฟิลเลอร์ปกติราคาเริ่มต้นที่ccละ12,000 – 14,000 ปกติก็จะใช้ประมาณ2ccขึ้นไปค่ะ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ filler

สามารถอ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฟิลเลอร์ ได้เลยค่ะ

 

  1. ร้อยไหม

การร้อยไหมถ้าเป็นไหมมีเงี่ยง การยกหน้าหลังทำเสร็จจะเห็นชัดเจนมากค่ะ ข้อจำกัดคือ เจ็บ ช้ำบวม ที่สำคัญไหมเงี่ยงดึงหน้าอยู่ได้ไม่นานก็หลุดค่ะ เพราะหน้าคนเราขยับตลอดเวลา ไหมจึงเอาไม่อยู่ค่ะ ราคาก็ค่อนข้างสูง

แต่ถ้าเป็นไหมเรียบ เช่น ยี่ห้อ มิรากุ ช่วงแรกๆอาจดึงไม่ได้มากเท่าไหมมีเงี่ยง แต่เนื่องจากไหมเรียบเราจะร้อยจำนวนค่อนข้างมากหลายสิบเส้น จึงมีการกระตุ้นคอลลาเจ้นได้ดีกว่าไหมเงี่ยงที่มักร้อยได้แค่2-4เส้น (หน้าก็บวมแล้ว) ที่สำคัญเจ็บน้อยกว่าไหมเงี่ยงมาก อาการช้ำบวมก็น้อยกว่า ราคาจะอยู่ที่เส้นละ500บาท

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ไหมมิรากุ

สามารถอ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ไหมเรียบ vs ไหมเงี่ยง ได้เลยค่ะ

 

  1. เครื่องยกกระชับหน้า

หมอจะพูดถึงเฉพาะตัวที่ดังๆ ได้ผลจริง มีการรับรองจากองค์การอาหารและยาของอเมริกานะคะ

  • Thermage เป็นเครื่องยกกระชับที่ใช้เทคโนโลยีคลื่นความถี่วิทยุขั้วเดี่ยวเพื่อสร้างความร้อนไปกระตุ้นคอลลาเจ้น ทำให้ผิวยกกระชับขึ้น ผลอยู่ได้นานเป็นปีๆค่ะ ข้อจำกัดคือ ค่อนข้างเจ็บมากกก มีเคสเบิร์นค่อนข้างเยอะ ราคาสูง ทำหน้านึงเกือบ1แสนบาท เพราะคนไข้ต้องซื้อช็อตด้วยจึงมีconsumable cost
  • Ulthera เป็นเครื่องยกกระชับโดยใช้เทคโนโลยีปล่อยคลื่นอัลตร้าซาวน์(Focus Ultrasound)ไปที่ชั้นผิวSMASเพื่อทำการเย็บผิวชั้นนั้นขึ้น ทำให้หน้ายกกระชับขึ้นทันที โดยเครื่องจะมีภาพอัลตร้าซาวน์ผิวเรา ทำให้หมอเห็นชั้นSMAS และสามารถยิงไปถึงชั้นSMASได้จริง จึงเห็นผลแน่นอน (ถ้ายิงไม่โดนSMASก็ไม่เห็นผลเท่าที่ควรนะคะ) ข้อจำกัดคือ เจ็บมากกก ราคาสูง เนื่องจากต้องซื้อช็อตเหมือนThermage จึงทำให้มีconsumable cost ทำครั้งนึงต้องจ่ายหลายหมื่นเฉียดๆแสนค่ะ

ส่วนในกรณีเครื่องที่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวน์ยกกระชับหน้าเหมือนUlthera เช่น เครื่อง High Intense Focus Ultrasound หรือ HIFU หรือ ไฮฟู่ หมอจะไม่ได้พูดถึงนะคะ เพราะเครื่องนี้ไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาอเมริกาว่ายกกระชับได้ค่ะ ไว้โอกาสหน้าจะเล่าให้ฟังว่ามันแตกต่างจากUltheraยังไงบ้าง และทำไมบ้านเราจึงมีเครื่องไฮฟู่ตามคลินิกต่างๆทั่วบ้านทั่วเมืองค่ะ

  • Exilis Elite เป็นเครื่องที่ใช้เทคโนโลยีคลื่นความถี่วิทยุขั้วเดี่ยวเหมือนThermageค่ะ แต่พัฒนาต่อยอดมา เพราะเป็นเครื่องที่เกิดมาทีหลัง เจ็บน้อยกว่าThermageมาก เคสเบิร์นแทบไม่มี ราคาถูกกว่าเยอะ เพราะคนไข้ไม่ต้องซื้อช็อตทำหน้า ข้อจำกัดคือต้องมาประมาณ4ครั้งถึงจะเห็นผลค่ะ

สามารถอ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Exilis Elite ได้เลยค่ะ

 

อ่านยาวๆแบบนี้อาจจะเปรียบเทียบกันยากนะคะ หมอทำตารางไว้แล้วค่ะ ลองดูเปรียบเทียบว่าวิธีไหนที่เหมาะกับเรามากที่สุด ถ้าไม่แน่ใจ เข้ามาปรึกษากับหมอเกรซได้ค่ะ

 

ตารางเปรียบเทียบการยกหน้าด้วยวิธีต่างๆค่า มีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจค่ะ

13511958_914414472014176_6619147513345832576_n

 

ด้วยรักและหวังดี  จาก  หมอเกรซ  ผู้ที่อยากให้คนไข้ได้เปรียบเทียบข้อมูลการรักษาหน้าหย่อนคล้อยก่อนจะไปเสียเงินซื้อคอร์สค่ะ

 

 

หมายเหตุ โบท็อกซ์ หรือ โบ คือคำที่หมอเกรซใช้เรียกแทนโบทูลินั่มท็อกซิน ทั้งนี้เพื่อความง่ายต่อความเข้าใจของคนไข้ค่ะ

 

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *